วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

วิธีการหาเหล็กไหล

วิธีการหาเหล็กไหล

การที่จะรู้ได้ว่าสถานที่แห่งใด ถ้ำหรือภูเขาใดเป็นสถานที่ ที่มีธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหลอยู่นั้น นอกจากจะสามารถสังเกตได้ จากลักษณะของถ้ำตามที่ได้กล่าวถึงในข้างต้นไปแล้วนั้น ยังมีข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือถ้ำที่มีเหล็กไหลอยู่นั้นจะพบว่ามี ขุยดินหรือขุยเหล็กอันเกิดจากการเคลื่อนตัวของเหล็กไหลตก อยู่ตามบริเวณพื้นถ้ำโดยรอบ ขุยดินหรือขุยเหล็กที่ว่านี้จะมี ลักษณะเป็นเม็ดกลมมนสีดำๆ มีเนื้อคล้ายโลหะหรือมีลักษณะ เป็นขุยผงสีดำๆ ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ขี้ดิบเหล็กไหล" ซึ่งขี้ดิบเหล็กไหลยังถือว่าเป็นของขลังอีกอย่างหนึ่งด้วย

หากขี้ดิบเหล็กไหลยังอยู่ในสภาพใหม่ๆ แสดงว่าตัวเหล็กไหล ยังคงอยู่ในบริเวณนั้น แต่ถ้าสังเกตเห็นขี้ดิบเหล็กไหลมีลักษณะเก่า แสดงว่าบริเวณนั้นเคยมีเหล็กไหลมาอาศัยหลบซ่อนตัวอยู่แต่ว่า ได้ย้ายจากไปแล้ว อย่าได้เสียเวลาเฝ้าสังเกตขี้ดิบเหล็กไหลเก่า เพราะเหล็กไหลน้ำหนึ่ง(ประเภทเหล็กไหลปีกแมลงทับ) เมื่อย้ายที่อยู่แล้วจะไม่ย้อนกลับมาอยู่ในสถานที่เดิมอีก

ขี้ดิบเหล็กไหลที่กองอยู่บริเวณพื้นถ้ำนั้นสันนิษฐานได้ว่าเกิด ขึ้นจากการเคลื่อนตัวของเหล็กไหลขณะที่เข้า-ออกจากรัง แล้ว รังสีจากเหล็กไหลไปทำปฏิกิริยากับหินในบริเวณนั้นจนเกิดเป็นขุย เหล็กไหลหรือขี้เหล็กไหลร่วงลงมาแล้วทับถมกันเป็นเวลานาน. ดังนั้นบริเวณที่พบกองขี้ดิบเหล็กไหลตกอยู่จึงค่อนข้างมีโอกาส ที่จะพบว่ามีเหล็กไหลอยู่

ในการจะหาเหล็กไหลชั้นดีหรือเหล็กไหลประเภทน้ำหนึ่ง ได้จะต้องสังเกตขี้ดิบเหล็กไหลให้เป็นเสียก่อน โดยต้องสามารถ แยกให้ออกว่าเป็นขี้ดิบของเหล็กไหลประเภทไหน และเป็นขี้ดิบ เหล็กไหลใหม่หรือเก่า เพราะถ้าเป็นขี้ดิบเหล็กไหลเก่าแล้วหากทำ พิธีเรียกไปก็เสียเวลาเปล่า เนื่องจากตัวเหล็กไหลย่อมไม่ได้อยู่ใน บริเวณนั้นแล้ว ในการเรียกเหล็กไหลจึงต้องสังเกตขี้ดิบเหล็กไหล ให้เป็นเสียก่อน โดยเลือกเอาเฉพาะขี้ดิบเหล็กไหลที่ยังใหม่อยู่ และจะต้องเป็นขี้ดิบเหล็กไหลประเภทน้ำหนึ่งเท่านั้น

การหาเหล็กไหลอีกวิธีหนึ่งสามารถทำได้โดยการสังเกตว่า ในวันที่พระจันทร์เต็มดวงหรือคืนวันเพ็ญจะมีเหล็กไหลบางชนิดออกมาจากรังเพื่ออาบแสงจันทร์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักเป็นบริเวณที่ราบ เชิงเขาที่มีลำธารไหลผ่านและบริเวณนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นหินกรวดก้อนเล็กๆ คล้ายเม็ดทราย เมื่อดวงจันทร์เดินทางเข้าใกล้โลก มากที่สุดแร่เหล็กไหลจะผุดตัวเองขึ้นมาเล่นแสงจันทร์เหมือนหอยหลอดที่ผุดขึ้นมาจากพื้นทราย และเหล็กไหลที่มีอานุภาพมาก ๆ จะเปล่งแสงเป็นดวงไฟออกมาเล่นกับแสงจันทร์ ดังนั้นในบริเวณที่มีแสงดังกล่าวจึงอาจจะพบรังเหล็กไหลอันเป็นเหล็กไหลชั้นรองได้ นักเล่นแร่แปรธาตุในสมัยโบราณมักนิยมหาเหล็กไหลตามธรรมชาติ กันด้วยวิธีการนี้ เพราะไม่ต้องมีพิธีกรรมให้ยุ่งยาก เพียงแค่เฝ้า คอยสังเกตให้ถูกที่และถูกเวลาเท่านั้นก็จะสามารถได้ธาตุกายสิทธิ์ เหล็กไหลมาแต่โดยง่าย

ผู้ที่มีวิชาและรู้เคล็ดลับของธรรมชาติจึงมักจะไปคอยดักเก็บ เหล็กไหลประเภทนี้ ในต่างประเทศก็มีปรากฏการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้น ในหลายแห่งทั่วโลก ดังที่ได้เคยแพร่ภาพในสารคดีของต่างประเทศ ที่ช่างภาพได้ไปเฝ้าบันทึกภาพแร่เหล็กไหลผุดขึ้นจากดินในคืนวัน พระจันทร์เต็มดวงเช่นกัน แต่ปรากฏว่านักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวถึง ปรากฏการณ์ในลักษณะนี้ว่าเกิดจากอำนาจแรงดึงดูดของดวงจันทร์ ที่มีผลต่อโลกจึงส่งแรงดึงดูดนั้นไปยังแร่ธาตุบางชนิดที่ฝังตัวอยู่ใต้ ผิวดินและเป็นผลให้แร่ใต้ดินผุดตัวขึ้นมาบนดินได้

ผู้ที่รู้แหล่งของแร่เหล็กไหลประเภทนี้มักไปดักรอเก็บ เหล็กไหลที่ผุดตัวขึ้นมาจากดิน ว่ากันว่าเหล็กไหลประเภทนี้ มีอานุภาพพอสมควร ถึงแม้จะไม่ใช่เหล็กไหลประเภทน้ำหนึ่ง ที่หายากที่สุด แต่ก็จัดได้ว่าเป็นสายพันธุ์ของเหล็กไหลอันเป็น วัตถุธาตุที่ทรงพลังมากที่สุดในโลกธาตุ เพราะการที่เหล็กไหลได้ผุดตัวขึ้นมาเองนี้ก็ถึอได้ว่าเป็นการแสดงอานุภาพอันน่าอัศจรรย์ จนอาจกล่าวได้ว่าเหล็กไหลที่ผุดตัวขึ้นมาจากพื้นดินเมื่อได้กระทบกับแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญย่อมถือเป็นวัตถุธาตุกายสิทธิ์ชนิดหนึ่ง

พระคาถาอัญเชิญเหล็กไหล

พระคาถาอัญเชิญเหล็กไหล

เมื่อตัดเหล็กไหลได้แล้วก็ต้องใช้คาถาอันเชิญธาตุกายสิทธิ์มาอยู่ด้วยเพื่อความเป็น ศิริมงคลพระคาถาอันเชิญเหล็กไหลไว้บูชามีดังนี้

พุทโธเมนาโถ ธัมโมเมนาโถ สังโฆเมนาโถ


สะกะพะจะ ปูชาจะ บูชาท่านผู้ดูแลรักษา ธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ ทรงฤทธิ์อานุภาพ


อิสะวาสุ อิติปิโส ภะคะวา


เหล็กไหลเจริญมา เจริญยิ่ง เจริญดี สิ่งดี ๆ ทั้งหลายหลั่งไหลเข้ามาหาข้าพเจ้า


สัมมะ สัมมา สัมมา สัมมะ มะอะอุ


นะมะพะทะ นะโมพุทธายะ

พระคาถาอาคมต่างๆ ที่ได้บันทึกไว้ในหนังสือนี้ยังไม่เคยปรากฏการตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อน นับเป็นโชคดีของท่านผู้สนใจเพราะหาผู้รู้เรื่องเหล่านี้ยาก ไม่มีตำราจะให้ศึกษา เพราะคนโบราณจะหวงวิชา จะให้วิชาที่ตนรู้ ทำได้ ตายไปพร้อมกับตนเองเว้นแต่จะถ่ายทอดให้ลูกหลานเท่านั้น คนไหนเกเรก็ไม่ได้อีกเช่นกัน บางครั้งก็ถ่ายทอดให้ไม่หมด เพราะกลัวศิษย์คิดล้างครูก็มีเหมือนกัน

เทพเทวาเป็นผู้มอบให้

เหล็กไหลประเภทนี้ เกิดจากการอธิษฐานจิต ของผู้ที่มีคุณธรรม ที่มีความประสงค์จะขอบารมีจากเหล็กไหล เพื่อประโยชน์ในการทำนุบำรุงพระศาสนา โดยมิได้ใช้เวทมนต์วิชาการต่าง ๆ ไปบีบคับหรือแย่งชิงเอา แต่อาศัยบุญบารมีที่ตนเองได้เคยบำเพ็ญมาแต่ครั้งอดีตชาติ และเคยเป็นเจ้าของสิ่งนี้มาก่อน

เมื่อถึงเวลาเหล่าเทพเทวา นาคนาคา คนธรรพ์ ยักษ์ ผู้ดูแลรักษาสิ่งเหล่านี้ จะนิมิตบอกให้รู้ เพื่อให้มารับเอาของสิ่งนี้ซึ่งเป็นของคู่บารมีไปรักษา เพราะผู้มีบารมีในที่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ รักษาศีลหรือปฏิบัติมาก่อน จึงมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอดีตตนเองได้ค่อนข้างมาก จึงสามารถเป็นเจ้าของเหล็กไหลนี้ ซึ่งจะเป็นการพบโดยบังเอิญหรือได้มาด้วยความศรัทธาจากการบูชาหรือจะด้วยแรงอธิษฐาน หรือนิมิตบอกก็ตาม

แผ่บารมีทิ้งไว้เมื่อถึงเวลาจุติ

เหล็กไหลประเภทนี้ เกิดจากเทพพรหมเทวา ผู้รักษาเหล็กไหลได้บำเพ็ญบารมีธรรมจนเข้าสู่อริยมรรค หรือ พ้นจากวิบากกรรมบางอย่าง จะจุติในภพภูมิที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็จะทิ้งธาตุขันธ์หรือสิ่งที่เคยรักษาไว้อยู่ โดยการอธิษฐานจิตทิ้งเอาไว้ในถ้ำหรือสถานที่ลึกลับ ให้เทพเทวาหรือยักษ์ คนธรรพ์คอยเฝ้ารักษา จนกว่าจะพบผู้ที่มีบารมีธรรมพอจะรักษาสิ่งเหล่านี้ให้ ก็จะมอบให้โดยวิธีใดวิธี หนึ่งดังนี้

1.เหล็กไหล ที่เคยไหลผ่านไปมาตามซอกถ้ำซอกผา มีลักษณะเป็นแผ่น ๆ เป็นปื้น เป็นก้อนขนาดต่าง ๆ ฝังตัวอยู่ตามซอกหินในถ้ำที่ลี้ลับ รอเวลาผู้มีวาสนาเอาไปทำประโยชน์ เหล็กไหลประเภทนี้จะไม่ไหลย้อยเคลื่อนที่ไปไหนอีก แต่จะถูกพรางตาจากบุคคลผู้ไร้วาสนา หากผู้มีวาสนาได้พบเห็นและทำพิธีให้ถูกต้อง ก็จะมีฤทธิ์อำนาจเป็นเหล็กไหลชั้น 1 ได้เหมือนกัน

2.องค์เหล็กไหล สำหรับผู้มีบารมีที่เข้าไปบำเพ็ญฌาณตามป่าเขาหรือถ้ำลึกลับ เทพผู้รักษาจะมอบให้ ถ้าต้องการ

ที่อยู่เหล็กไหล

ที่อยู่ของเหล็กไหล 
ที่อยู่เหล็กไหล
ที่อยู่เหล็กไหล
เหล็กไหลแท้ๆจะมีเนื้อธาตุที่มีลักษณะคล้ายกับเนื้อหินอุลกมณีหรือสะเก็ดดาว ถ้าเป็นเหล็กไหลชั้นยอดเนื้อจะมีความใส คล้ายแก้ว แต่มีความเข้มข้นสูงมากจนแสงไม่อาจส่องผ่านทะลุได้ บางท่านจึงมักเรียกเหล็กไหลว่า "หินไหล" แต่กระนั้นเหล็กไหล ก็มีหลายชนิดหลายระดับ บ้างก็มีเนื้อคล้ายโลหะธาตุ บ้างก็มีลักษณะ เป็นแร่เหล็กอย่างหนึ่ง บางชนิดก็มีกระแสแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่ภายในตัว ซึ่งคุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นที่มาของคำว่า "เหล็กไหล" ทั้งสิ้น และนอกจากนี้ด้วยความแข็งของเนื้อธาตุที่แข็งเปรียบได้กับเหล็ก แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถกลับเนื้อตัวให้อ่อนนุ่มลื่นไหลได้ ราวกับของเหลวจึงเรียกธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้ว่า "เหล็กไหล"

แร่เหล็กไหลนั้นเป็นแร่ชนิดพิเศษที่ไม่ปรากฏพบธาตุนี้อยู่ บนโลกของเรา จากผลการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์พบว่าแร่ เหล็กไหลมีลักษณะทางกายภาพคล้ายกับสะเก็ดดาวตก ซึ่งเป็นวัตถุธาตุที่เดินทางมาจากนอกโลกอีกทั้งแร่เหล็กไหลก็ไม่สามารถจัดอยู่ในกลุ่มของโลหะและอโลหะได้ และนอกจากนี้ยังพบว่าแร่เหล็กไหลนั้นมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าธาตุใดๆในโลก โดยที่ไม่มีธาตุชนิดใดสามารถมาเปรียบเทียบได้ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า "เหล็กไหล" คือธาตุกายสิทธิ์ที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนธาตุใดๆในโลก เหล็กไหลมีหลายชนิดและหลายรูปพรรณสัณฐานแต่เหล็กไหล ชนิดที่ดีที่สุดนั้นจะมีรูปร่างคล้ายแท่งแก้วแต่มีลักษณะเรียวมนมีสีดำอมเขียวปีกแมลงทับ และมีคุณสมบัติคือสามารถทำตัวเอง ให้แข็งและสามารถกลับตัวเองให้อ่อนนุ่มได้ สามารถเสพพลังจากน้ำผึ้งด้วยการดึงส่วนที่เป็นพลังของกลิ่น สี และรสของน้ำผึ้งจนทำให้น้ำผึ้งที่ผ่านการเสพของเหล็กไหลมีคุณสมบัติที่เปลี่ยนไปทั้งสี กลิ่นและรส นอกจากนั้นแร่เหล็กไหลยังมีกระแสไฟฟ้าชนิดเดียวกันกับกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากคลื่นสมองของมนุษย์ขณะที่กำลังอยู่ในสมาธิจิตอันเป็นกระแสไฟฟ้าอย่างละเอียดวังวนไปมาอยู่โดยรอบเหล็กไหล

ราวกับว่าเหล็กไหลมีพลังอำนาจจิตที่สามารถสื่อสารติด ต่อทางจิตกับมนุษย์ได้ธรรมชาติของเหล็กไหลโดยทั่วไปมักชอบอยู่ตามถ้ำที่มี ความเย็นและมีความชื้นสูง บางครั้งเป็นถ้ำที่ไม่มีทางเข้าออกหรือที่เรียกถ้ำในลักษณะนี้ว่า "ถํ้าไข่ในหิน" คือเป็นถ้ำที่อาจจะเกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลก ทำให้กลายเป็นโพรงขนาดใหญ่อยู่ใจ กลางภูเขา โดยทั่วไปถ้ำในลักษณะนี้จะถูกค้นพบได้ด้วยความบังเอิญเท่านั้น เช่น เกิดเหตุแผ่นดินไหวหรือจากการระเบิดภูเขาแล้วไปพบช่องทางเข้าถ้ำโดยบังเอิญ หรือบางครั้งก็เป็นถ้ำใต้ดินที่มีโพรงลึกลงไปเป็นกิโล ถ้ำอันเป็นที่อาศัยของเหล็กไหลจะมีลักษณะพิเศษ คือมักจะมีหมอกลงปกคลุมตลอดเวลาลักษณะของหมอกทีลงปกคลุมถ้ำนั้นจะเป็นหมอกที่หนาทึบและอยูเรี่ยพื้นดินหรือที่ เรียกกันว่า "หมอกหนัก"บางสถานที่จะได้ยินเสียงครางเหมือนฟ้าร้อง เป็นระยะๆ หรือเมื่อเข้าไปในถ้ำจะได้ยินเสียงคราง"ฮึ่มๆ"อย่าง เช่น ถ้ำเหล็กไหลที่เขาอึมครึมอันเป็นถ้ำเหล็กไหลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่ปรากฏว่ามีเสียงฟ้าคำรามรอบ ๆ เขาอยู่ตลอดเวลา ความแปลกอีกอย่างคือเหล็กไหลจะดูดพลังงานไฟฟ้าทุกชนิดไม่ว่า จะเป็นไฟฉาย โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ ก็ตาม ดังนั้น การจะเข้าไปในถาที่มีเหล็กไหลจึงใช้ได้เฉพาะแสงไฟจากเปลวเทียน หรือคบเพลิงเท่านั้น


เขาเหล็กไหลสิ่งที่น่าสังเกตเกี่ยวกับธรรมชาติของเหล็กไหลคือบริเวณ ก้อนหินที่เหล็กไหลอาศัยอยู่นั้นมักมีลักษณะที่แตกต่างไปจากหิน ทั่วไป ซึ่งเชื่อกันว่าเกิดจากรังสีของเหล็กไหลที่ทำปฏิกิริยากับหิน ก้อนดังกล่าว เป็นผลให้โขดหินหรือก้อนหินที่เหล็กไหลเกาะอยู่เป็น เวลานานนั้นมีลักษณะบูดเบี้ยวคล้ายดั่งกล้ามเนื้อหรือแปรสภาพ ไปเป็นรังเหล็กไหลในที่สุดธรรมชาติของเหล็กไหลอีกประการหนึ่งทีน่าสนใจคือ บริเวณใดก็ตามที่มีเหล็กไหลช่อนตัวอยู่จะไม่มีผู้ใดสามารถฆ่าลัตว์ ตัดชีวิตในบริเวณนั้นได้เลย เช่น ถ้าพรานป่าเอาปืนไปยิงเก้ง กวาง ในระยะรัศมีทีมีเหล็กไหลอาศัยอยู่ จะปรากฏว่าปืนจะยิงไม่ออก เป็นมหาอุดหยุดกระสุนอย่างเหลือเชื่อ หรือแม้ว่าพรานป่าจะใช้ธนู ลูกธนูก็จะหักหรือสายธนูขาดจนเป็นที่น่าอัศจรรย์ ดังนั้นจึงเห็นได้ ว่าธรรมชาติของเหล็กไหลนั้นเป็นสิ่งที่รักสงบและไม่ชอบการฆ่าฟัน

ผู้ที่พบเห็นเหล็กไหลหรือรู้จักธรรมชาติที่แท้จริงของเหล็กไหลได้จึงมักเป็นผู้ที่ได้เข้าไปปฎิบัติสมาธิภาวนาอยู่ในป่าลึกหรือตามถ้ำที่อยู่ห่างไกลผู้คนเหล็กไหลเป็นธาตุที่มีพลังอันเร้นลับอยู่ภายใน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพลังอำนาจแห่งจิตที่สามารถหยั่งรู้ความคิดของมนุษย์เราได้ ดังนั้นผู้ที่สามารถครอบครองธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหลได้จึงต้องเป็น ผู้ที่มีความสามารถในการติดต่อสื่อสารทางจิต หรือเป็นผู้ที่มีพลังจิต พลังสมาธิที่แก่กล้า นอกจากเหล็กไหลจะสามารถรับความคิดของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นคนหรือเป็นสัตว์ว่ามีความคิดอย่างไรกับตนแล้ว เหล็กไหลยังสามารถแสดงพลังตอบโต้ความคิดเหล่านั้นได้ด้วยการสร้างภาพนิมิตหรือสร้างภาพลวงตาให้เห็นเป็นสิ่งต่างๆ ได้ตามที่ตนต้องการอีกด้วย

นอกจากนี้เหล็กไหลยังมีพลังงานที่มีรังสีอันมีคุณสมบัติ ที่แปลกออกไปจากคลื่นพลังงานทั่วไปคือสามารถเป็นได้ทั้งคลื่น พลังงานในด้านทำลายล้างและยังสามารถเป็นคลื่นพลังงานที่ช่วย ในการรักษาเยียวยาได้อีกด้วย ความน่าอัศจรรย์ของเหล็กไหล ยังมีอีกมากมาย แต่จากที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ก็คงพอทำ ให้มองเห็นภาพของธรรมชาติความเป็นเหล็กไหลแร่กายสิทธิ์ ได้พอสมควร

ธรรมชาติของเหล็กไหล

ธรรมชาติของเหล็กไหล

ถ้ำเหล็กไหล
ถ้ำเหล็กไหล
ในบรรดาวัตถุธาตุที่มีปรากฏอยู่บนโลกนั้นเหล็กไหลคือธาตุ กายสิทธิ์อย่างหนึ่งที่มีพลังอำนาจแห่งความเร้นลับอยู่ภายในตัว แต่วิทยาการของโลกก็ยังไม่,อาจหาคำตอบที่แน่ชัดได้ว่าเหล็กไหลคือวัตถุ ธาตุหรือแร่ธาตุชนิดใดกันแน่ ธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้จึงถูกเรียกชื่อแตกต่างกันออกไปตามแต่สถานที่ที่พบบนโลกบางแห่งเรียกธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้ว่าหินพระธาตุ บางแห่งก็เรียกว่าเป็นหินดำอันศักสิทธิ์ สำหรับในประเทศไทยของเรานั้นเรียกธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้ว่า "เหล็กไหล"

เหล็กไหลตามธรรมชาติจะมีลักษณะเป็นหินสีดำที่มี ความมันวาวคล้ายกับโลหะและสามารถเปลี่ยนสีของตนเองได้ บางครั้งก็มีสีสันคล้ายกับสีของปีกแมลงทับซึ่งมีสีสันสวยงาม และเป็นสีสันที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่มนุษย็ใม่อาจไปลอกเลียนแบบได้ จนหลายคนสงสัยว่าแมลงทับไปลอกเลียนสีของเหล็กไหลหรือเหล็กไหเลไปลอกเลียนลีจากปีกของแมลงทับกันแน่ ด้วยสีสันอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเหล็กไหลจึงเป็นที่ต้องตาของผู้พบเห็นและเกิดความอยากได้ธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้ไว้ใน ครอบครอง นอกจากนั้นเหล็กไหลยังสามารถยืดหดตัวเองให้สั้นหรือยาว ออกได้ตามต้องการ เหล็กไหลทุกประเภทนั้นชอบอาศัยอยู่ในถ้ำหิน ที่อยู่ห่างไกลผู้คน ชอบอากาศที่มีความชื้นและเย็น โดยเฉพาะถ้ำที่ ปกคลุมไปด้วยหมอกอีกทั้งเหล็กไหลยังสามารถเคลื่อนที่หลบหนี อันตรายได้ราวกับเป็นสิ่งที่มีชีวิตจนหลายคนเชื่อว่าเหล็กไหลนั้น น่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตทีเดินทางมาจากนอกโลก ธาตุกายสิทธิ์ชนิดนี้ จึงอยู่เหนือกฏธรรมชาติของโลก

เหล็กไหลกับพลังอำนาจอันเร้นลับ

เหล็กไหลกับพลังอำนาจอันเร้นลับ
เหล็กไหลกับพลังอำนาจอันเร้นลับ
เหล็กไหลกับพลังอำนาจอันเร้นลับ
อำนาจของเหล็กไหลที่ขึ้นชื่อที่สุดคืออำนาจแห่งการคุ้มครองภยันตรายจากปืนผาหน้าไม้ทุกชนิด รวมทั้งของมีคมทั้งปวง และสรรพภยันอันตรายทั้งหลายที่พึงบังเกิดขึ้นจากดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งอานุภาพแห่งเหล็กไหลยังสามารถรักษาความเจ็บป่วยในคนและสัตว์ต่างๆได้อีกด้วยผู้คนหลายยุคหลายสมัยที่พยายามแสวงหาเหล็กไหลนั้น ต่างก็หวังพึ่งพลังอำนาจในการคุ้มครองชีวิตของตนเองเป็นหสัก I ตามธรรมชาติของเหล็กไหลจะส่งกระแสพลังงานอันลี้สับแผ่ออกไปเป็นบริเวณกว้างเพื่อให้ความคุ้มครองตัวเหล็กไหลเอง ซึ่งกระแสนี้ได้ครอบคลุมไปทั่วบริเวณเป็นผลให้สัตว์ป่ารอดพ้นจาก อำนาจปืนผาหน้าไม้ของมนุษย์และจากไฟป่าตามธรรมชาติ

เราจึงมักได้ยินเรื่องเล่าที่ว่าเวลานายพรานเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์ แต่เมื่อไปถึงบริเวณที่มีกายสิทธิ์เหล็กไหลแฝงตัวอยู่ เช่น บริเวณปากถ้ำ

หรือเงื้อมผาเมื่อนายพรานยกปืนขึ้นเล็งสัตว์ป่าแถบนั้นมักปรากฏว่าปืน ยิงไม่ออกบ้าง กระสุนด้านบ้าง หรือบางครั้งอาจมีอาถรรพณ์ถึงขั้น กระบอกปีนร้าวหรือแตกขึ้นมาได้

ความอัศจรรย์ของอานุภาพแห่งเหล็กไหลนั้น แม้จะเป็นเพียงน้ำที่ไหลผ่านองค์เหล็กไหลก็ยังมีความศักดิ์สิทธิ์มีอานุภาพในทาง คงกระพัน แคล้วคลาด ดังเช่นน้ำในลำธารหรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่ไหลผ่านตัวเหล็กไหลหรือรังเหล็กไหลไม่ว่าจะเป็นเหล็กไหล ชนิดที่ดีที่สุดหรือชนิดรองๆลงไปก็ตามยังส่งผลให้น้ำที่ไหลผ่าน แร่เหล็กไหลนั้นกลายเป็นน้ำวิเศษที่สัตว์ตัวใดก็ตามหากได้ดื่มกินน้ำนั้นเข้าไปจะบังเกิดอำนาจความคงกระพันขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ นอกจากนั้นยังสามารถรักษาบาดแผลหรือความเจ็บไข้ได้ป่วยให้แก่ สัตว์ป่าตัวนั้นได้ด้วย

ไม่เพียงเท่านั้นแม้ผู้ที่สวมเหล็กไหลไม่ว่าจะเป็นเหล็กไหล น้ำหนึ่ง รังเหล็กไหล และโคตรเหล็กไหล อันเป็นเหล็กไหลชั้นรองๆ ลงไปก็ตาม แต่หากได้ส่วมใส่คล้องเหล็กไหลไว้กับตัวแล้วออกไปล่าสัตว์ ยิงนกตกปลาก็จะเกิดอาถรรพณ์ให้ไม่อาจทำสำเร็จได้เลย ดังมีเรื่องเล่าว่านายพรานบางคนได้คล้องรังเหล็กไหลออกไปล่าสัตว์ปรากฏ ว่าทุกครั้งที่ยกปืนขึ้นประทับเพื่อเตรียมยิงดีแล้วแต่เมื่อกดนก สับลงไป ปีนกลับไม่ลั่นดังแซะๆทุกครั้ง และจะเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่พกเอาองค์เหล็กไหลไปด้วย แต่ถ้าครั้งไหนที่ลืมไม่ได้เอาองค์เหล็กไหลไป ปรากฏว่าปีนก็จะลั่นเป็นปกติทุกครั้ง แสดงให้เห็นว่าเหล็กไหลไม่ต้องการให้ผู้ที่พกพาตัวเองไปนั้นทำผิดสืลข้อปาณาติบาตหรือการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นนั่นเอง

ในบรรดาอานุภาพของเหล็กไหลทั้งปวงนี้ ครูบาอาจารย์กล่าวว่าล้วนเป็นอานุภาพแห่งการห้ามปาณาติบาตทั้งสิ้น ท่านว่าเหล็กไหล เป็นของกายสิทธิ์ที่มีชีวิตและจิตวิญญาณจึงสามารถรับรู้กระแสความคิดของผู้ที่ดูแลและเป็นเจ้าของได้ตัวเหล็กไหลเองมีอำนาจในการห้ามปาณาติบาต ซึ่งเป็นอำนาจที่เขามีไว้เพื่อป้องกันตัวเขาเองอันเป็นผล ให้ผู้ที่สวมใล่ก็พลอยได้รับอานิสงส์ข้อนี้ไปด้วย ดังนั้นเจ้าของหรือ ผู้ที่พกพาเหล็กไหลจึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะไปทำผิดเรื่องปาณาติบาต เพราะตัวเองยังคล้องเหล็กไหลก็เพื่อป้องกันตัวจากการเบียดเบียนของบุคคลผู้อื่น ตัวเองยังรักตัวกลัวตายแต่กลับจะไปทำร้ายผู้อื่นเสียเองได้อย่างไรกัน เหล็กไหลที่พกไปก็จะส่งกระแสห้ามไม่ให้บุคคลผู้นั้นผิด ศีลปาณาติบาต แต่หากบุคคลนั้นดื้อรั้นทั้งๆที่ตนเองมีธาตุกายสิทธิ์ เหล็กไหลอยู่กับตัวเหล็กไหลที่มีอยู่ก็อาจตักเตือนด้วยการทำให้ปีนลั่น ใส่หน้าหรือทำให้เกิดอุบัติเหตุให้ต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวเสียเลือดกันบ้าง เพื่อเป็นการเตือนสติว่าเราเบียดเบียนเขา เราทำให้เขาเจ็บ แต่เมื่อเราไม่โดนเองก็ย่อมไม่รู้ หากเราได้รับรู้ถึงความเจ็บ ความทรมานจากอาวุธ จากคมกระสุน คมหอกคมดาบ รู้ว่าการต้องเสียเสือดเป็นเช่นไร เราก็จะมีสติขึ้นมาและหยุดการทำปาณาติบาตเช่นนั้นอีก และแย่ที่สุดคือเหล็กไหลอาจเสด็จหนีจากเราไปในที่สุดเพราะเราไม่มีคุณสมบัติ เพียงพอที่จะมีเหล็กไหลไว้กับตัว

อำนาจความคุ้มครองจากเหล็กไหลถือว่าเป็นหนึ่งในสุดยอด แห่งเครื่องรางของขลังจนเป็นที่ร่ำลือกันว่า เหล็กไหลนั้นมีอำนาจในการคุ้มครองเด็ดขาดที่สุด ผู้ใดก็ตามที่มีเหล็กไหลไว้ในครอบครอง และประพฤติตนอยู่ในศีลในธรรม คนผู้นั้นย่อมจะมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขในชีวิตตราบนานเท่านาน และไม่มีวันตายโหงหรือประสบอุบัติเหตุอย่างแน่นอน

เนื่องจากเหล็กไหลเป็นของเย็น เป็นของสงบ และเป็นของพระฤาษีที่ภาวนาตามป่าตามเขาดังนั้นเหล็กไหลจึงไม่ชอบเรื่องที่วุ่นวายทางโลกไม่นิยมเรื่องการเสพกาม นิยมพรหมจรรย์และไม่ชอบอย่างยิ่ง การรังแกเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล็กไหลที่มีเทพ พรหมปกปักรักษามีญาณของพระฤาษีดูแลอยู่ภายในด้วยแล้ว จะไม่ ยอมให้มีการเบียดเบียนผู้อื่นด้วยกาย วาจา ใจเป็นอย่างยิ่ง ผู้ที่ได้รับ เหล็กไหลที่มีญาณของพระฤาษีหรือเทพพรหมที่ตั้งมั่นในศีลจึงต้อง หมั่นดูแลรักษาใจตนเองให้อยู่ในศีลสังวรให้ดี เพื่อให้มีคุณธรรมและมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะรักษาเหล็กไหลไว้กับตัว มิเช่นนั้นเหล็กไหลๆจะเสด็จหายไปจากผู้นั้นและเหลือไว้เพียงความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเคยมีเหล็กไหลพกไว้กับตัว

เหล็กไหลกับวัตถุมงคลของไทย2

เหล็กไหลกับวัตถุมงคลของไทย

นอกจากนี้แร่ที่ชาวเหนือถือว่าเป็นเหล็กไหลและได้นำเอามาใช้เป็นมวลสารในการสร้างพระรอดลำพูนยังก็มีอีกหลายชนิดที่สำคัญคือ"เป็ก"หรือ"แร่ข้าวตอกพระร่วง"ซึ่งจัดเป็นแร่เหล็กไหล กายสิทธิ์อีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะรูปพรรณสัณฐานเป็นสี่เหลี่ยมสีแดงอมดำฝังตัวอยู่ในพื้นดิน แร่เหล่านี้คนโบราณได้นำเอามาบดจน ละเอียดและได้นำมาสร้างเป็นพระรอดลำพูนจนมีการกล่าวขานกันว่า"พระรอดพระเหล็ก"ทั้งนี้เพราะส่วนผสมส่วนใหญ่ของพระรอดนั้น มีเชื้อของแร่เหล็กไหลกายสิทธิ์ในตระกูลเหล็กไหลอยู่หลายชนิด ด้วยกัน แสดงให้เห็นว่าในยุคสมัยเมื่อพันกว่าปีมาแล้วผู้ทรงฌาน สมาบัติได้ให้ความสำคัญในเรื่องแร่กายสิทธิ์เหล็กไหลไม่น้อย เมื่อมี การสร้างพระเพื่อสืบพระศาสนาและเพื่อเป็นมิ่งขวัญกับบ้านเมืองก็ยัง ได้มีการเอาแร่สกุลเหล็กไหลชนิดต่างๆ มาเป็นส่วนผสมสำคัญ ซึ่งนอกจากการนำเอาเชื้อมวลสารเหล็กไหลมาสร้างเป็นพระรอดลำพูน

อันเลื่องชื่อแล้วยังได้นำเอามวลสารเหล็กไหลนี้มาสร้างเป็นพระ เครื่องอื่นๆ อีก เช่น พระเปิม พระคงและพระสกุลลำพูนอีกหลาย ชนิดด้วยกัน

นอกจากพระสกุลลำพูนแล้วพระเครื่องอย่างพระซุ้มกอ ก็มีส่วนผสมของแร่เหล็กไหลโดยเฉพาะแร่ดอกมะขามเช่นเดียวกัน กับพระรอดลำพูนรวมไปถึงพระผงสุพรรณและพระเครื่องที่จัดเป็น จักรพรรดิแห่งพระเครื่องทั้งปวงคือพระสมเด็จวัดระฆังก็ได้มีการ นำเอามวลสารที่เป็นเหล็กไหลมาเป็นส่วนผสมสำคัญในการสร้าง ด้วยเช่นกัน พระเครื่องในยุคพุทธศตวรรษที่12-16โดยมากมักเกิดจากการสร้างของฤาษีชีไพรททีทรงฌานสมาบัติแก่กล้าทรงความรู้ทางว่านยาและแร่ธาตุกายสิทธิ์จึงเน้นหนักในการนำเอามวลสารของธาตุทั้งปวง ในตระกูลเหล็กไหลมาผสมเป็นองค์พระ โดยนำธาตุกายสิทธิ์ที่หาได้ภายในท้องถิ่น เช่นข้าวตอกพระร่วง แร่เม็ดมะขาม โคตรเหล็กไหลทรหด โคตรเหล็กไหลงอก ฯลฯ มาเป็นส่วนผสมหลักๆ ในการสร้างพระรอด พระซุ้มกอ และพระนางพญา ซึ่งบางองค์ก็มีส่วนผสมของธาตุเหล็ก ที่เข้มข้นจนสามารถเอาแม่เหล็กมาดูดติดได้อย่างน่าอัศจรรย์

เรื่องมวลสารเหล็กไหลในพระสมเด็จนั้นเข้าใจว่าน่าจะได้มา จากหลวงตาจัน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของสมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน เนื่องจากหลวงตาจันมักชอบออกธุดงค์และได้ของแปลกๆ กลับมา ทุกครั้ง หลวงตาจันผู้นี้แต่เดิมเป็นฆราวาสชอบเล่นฤทธิ์และติดจริต นิสัยทางไสยศาสตร์ ชอบปล่อยของลองภูมิพระธุดงค์จนกระทั่งตาจัน เข้าสู่วิถีญาณของสมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน สมเด็จฯท่านจึงมา โปรดและทำการประลองฤทธิ์ โดยตาจันได้เสกผ้าขาวม้าเป็นไก่ชน สมเด็จฯท่านก็เสกรัดประคดเป็นไก่ชนเช่นกัน แล้วเข้าไปจิกตีกัน อยู่อย่างนั้น ไม่นานนักไก่ของสมเด็จฯก็ชนะ จนมีการกล่าวขานกัน ในสมัยนั้นว่า“ไก่โลกียะหรือจะสูไก่โลกุตตระ" หลังจากนั้นตาจันจึงได้ มาศึกษากรรมฐานกับสมเด็จฯที่วัดพลับ จนกระทั่งเมื่อสมเด็จฯท่านสิ้นพระชนม์แล้ว ตาจันก็ออกบวชและภายหลังจึงได้สร้างพระเครื่องขึ้นมา ในการสร้างพระเครื่องของหลวงตาจันนั้น เนื่องจากหลวงตาจัน ทำผงพระพุทธคุณไม่เป็นเพราะไม่ได้รํ่าเรียนมา ดังนั้นหลวงตาจัน จึงมักไปขอผงพระพุทธคุณจากสมเด็จโตอยู่เสมอ

และหลวงตาจันก็มักเอาผงศักสิทธิ์ที่ท่านได้มาจากตามป่าตามเขานำไปมอบให้ท่านเจ้าคุณสมเด็จเรียกว่าเป็นการแลกเปลี่ยนผงวิเศษซึ่งกันและกัน ผงวิเศษของหลวงตาจันนี้มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน เช่น ผงพระธาตุ ผงขี้เหล็กไหลและโคตรเหล็กไหลเป็นต้น รวมทั้งผงว่านยาอีกหลาย ชนิดที่ได้นำมารวมกันเพื่อสร้างพระบรรจุในกรุ และยังกลายเป็น ล่วนหนึ่งของมวลสารพระสมเด็จวัดระฆังด้วย

หากลองส่องดูมวลสารของพระสมเด็จวัดระฆัง จะเห็นว่าบางส่วนนั้นมีผงสีดำขนาด เล็กเท่าปลายเข็มอยู่ มวลสารดังกล่าวนี้เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของมวลสารที่มีเชื้อเหล็กไหล มิหนำซ้ำบางครั้งมวลสารเหล่านี้ยังดูดติดแม่เหล็กอีกด้วย และอีกประการหนึ่งที่เชื่อได้ว่าพระสมเด็จวัดระฆัง มมวลสารของเหล็กไหลผสมอยู่ก็คือ จากตำราการสร้างพระเครื่อง วัดระฆังนั้นกล่าวไว้ว่า สมเด็จฯ ท่านใช้สูตรการสร้างพระมาจากการ สร้างพระซุ้มกอ ดังนั้นเมื่อองค์พระซุ้มกอยังมีแร่เหล็กไหล เช่น แร่ดอกมะขามและแร่เหล็กกายสิทธิ์อีกหลายชนิดอยู่ภายในเช่นนั้น แล้วพระสมเด็จอันเลื่องชื่อที่ถือว่าเป็นจักรพรรดิแห่งพระเครื่องใน เบญจภาคีก็ย่อมมีแร่เหล็กไหลเป็นส่วนหนึ่งของมวลสารเช่นกัน

พระเหล็กไหล พระเบญจภาคี
พระเครื่องในชุดเบญจภาคีทั้ง 5 องค์ล้วนมีส่วนผสมของแร่ กายสิทธิ์เหล็กไหลทั้งสิ้น แม้กระทั่งพระนางพญาก็มีมวลสารของแร่เหล็กกายสิทธิ์ด้วย เช่นเดียวกันกับพระรอดลำพูน พระซุ้มกอ พระผงสุพรรณ และพระสมเด็จวัดระฆัง ทั้งนี้เพราะมวลสารเหล็กไหล นั้นเป็นของดีที่มีอยู่ตามธรรมชาติอันสามารถเพิ่มพูนพลานุภาพ ภายในองค์พระให้ขลังมากยิ่งขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์อีกทั้งครูบาอาจารย์ ในสมัยโบราณท่านคงพิจารณาแล้วว่ามวลสารใดบ้างที่สมควรนำมา ใช้ประกอบการสร้างพระเครื่องเพื่อสืบพระพุทธศาสนาและเพื่อ ให้กุลบุตรกุลธิดาได้บูชาในภายภาคหน้าเพื่อความเป็นสวัสดิมงคล และปกป้องคุ้มครองร่างกายได้

หลายท่านอาจสงสัยว่า มวลสารเหล็กไหลที่ผสมลงไปใน พระเครื่องดีทางไหน? และเพราะเหตุใดจึงต้องนำเหล็กไหลมาใช้เป็น มวลสารสำคัญในการสร้างพระเครื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน?คำตอบ ก็คีอมวลสารเหล็กไหลอันเป็นมวลสารที่เป็นกายสิทธี้นั้น ดีเด่นที่สุด ในเรื่องของคงกระพัน สามารถป้องกันภยันตรายจากศาลตราวุธ

ของมีคม ปืน ระเบิดทั้งปวง รวมไปถึงสามารถป้องกันเขี้ยวงาได้สารพัดทั้งอสรพิษจะไม่กล้าขบกดผู้นั้นเลย นอกจากนี้เหล็กไหลยังมีคุณสมบัติ ตามธรรมชาติที่สามารถดูดซับพลังงานทางจิตได้เป็นอย่างดี จึงเป็นผลให้มวลสารที่มีเชื้อของเหล็กไหลสามารถเก็บพลังพระพุทธคุณหรืออำนาจจิตจากการปลุกเสกพระเครื่องของครูบาอาจารย์ได้เป็นอย่างดีและทำให้ทวีความขลังมากขึ้นไปอีก ซึ่งจากเหตุผลดังกล่าวนี้ จึงทำให้มวลสารเหล็กไหลเป็นมวลสารหนึ่งที่นิยมใช้ในการสร้างพระเครื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และอาจกล่าวได้ว่าพระเครื่องศักดิ์สิทธิ์ที่พบเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ย่อมมีมวลสารของเหล็กไหลฝังอยู่ ภายในพระเครื่องเป็นแน่แท้

เหล็กไหลกับวัตถุมงคลของไทย1

เหล็กไหลกับวัตถุมงคลของไทย
เมล็ดพระธาตุเหล็กไหล
เนื่องจากเหล็กไหลในธรรมชาติเป็นของกายสิทธิ์ที่หาได้ยากและมีจำนวนน้อย จึงไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ที่แสวงหา และต้องการมีเหล็กไหลไว้เพื่อใช้คุ้มครองตัวอีกทั้งเหล็กไหลก็เป็นของที่คู่ควรกับผู้ที่มีบุญวาสนาเกี่ยวเนื่องกันเท่านั้น เป็นเหตุให้ครูบาอาจารย์คิดสร้างพระเครื่องหรือเครื่องรางต่างๆ ขึ้นมาเพื่อ ทดแทนของจริงตามธรรมชาติที่หาได้ยาก มีน้อยชิ้น และเป็นของ เฉพาะตัวเท่านั้น แต่ในการสร้างวัตถุมงคลก็ยังจำเป็นต้องพึ่งพา พลังจากธรรมชาติส่วนหนึ่ง ดังนั้นครูบาอาจารยํจึงต้องแสวงหาแร่ ตามธรรมชาติที่มีความใกล้เคียงกับเหล็กไหล เช่น เหล็กไหลลำดับชั้นรอง ๆลงไปอย่างแร่เม็ดมะขาม เป็นต้นหรือแม้แต่ขี้และโคตรเหล็กไหลก็ยังสามารถนำมาใช้ได้เพราะถือเป็นของตามธรรมชาติที่เป็นสื่อและเป็นเชื้อของพลังงานจากเหล็กไหลธาตุกายสิทธิ์

ตามกรรมวิธีการสร้างเครื่องรางของขลังแต่โบราณนั้นครูบาอาจารย์มักต้องหามวลสารที่มาจากธรรมชาติอันมีฤทธิ์ในตัวเช่น ผงว่านยา108 ผงเกสรดอกไม้ ผงพระธาตุ รวมไปถึงผงเหล็กไหลด้วย ทั้งนี้เนื่องจากอำนาจตามธรรมชาตินั้นถือเป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่ แม้ว่าเรา จะทำการปลุกเสกนานนับร้อยนับพันปีก็ยากที่จะทัดเทียมกับอำนาจของธรรมชาติที่มีมาแต่เดิม ดังนั้นครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นผู้รู้และเป็น ผู้ที่คลุกคลีกับธรรมชาติจึงมักหามวลสารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มาใช้เป็นชนวนมวลสารในการสร้างพระเครื่องหรือเครื่องรางใด ๆ เพื่อแจกจ่ายแก่ศิษยานุศิษย์ เพราะว่ามวลสารจากธรรมชาติเหล่านี้ มีคุณสมบัติดีในตัวหลายอย่าง เช่น สามารถซึมซับพลังจิตของผู้ ที่ปลุกเสกได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังเป็นแหล่งสะสมพลังงานและสามารถแผ่พลังงานออกไปได้อย่างยอดเยี่ยม หนึ่งในมวลสารตามธรรมชาติที่ครูบาอาจารย์นิยมแสวงหามา ทำเครื่องรางของขลังอย่างพระเครื่องคือ"เหล็กไหล"โดยจะนำเอาส่วน ที่เป็นโคตรเหล็กไหล ขี้เหล็กไหล และขุยดินเหล็กไหลจากหน้าปากถ้ำ หรือโดยการสกัดเอาหินที่มีเหล็กไหลฝังตัวอยู่มาเป็นส่วนผสมในการ ทำเครื่องราง ทั้งนี้เนื่องจากตัวของเหล็กไหลมีรังสีที่มีอานุภาพ

ดังนั้นทุกครั้งที่เหล็กไหลผ่านเข้าออกรังพลานุภาพของรังสีจากองค์เหล็กไหลที่แผ่พลังงานออกจากตัวเองจึงส่งผลให้หินหรือดินที่ อยู่ในบริเวณนั้นได้รับกระแสพลังงานและมีการสะสมพลังงานนั้น ไว้ในตัว นานวันไปหินที่เหล็กไหลเกาะตัวอยู่จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงร่าง และมีสีสันของเนื้อหินที่แตกต่างไปจากเดิม

นอกจากนี้ยังมีเหล็กไหลหรือหินไหลตามธรรมชาติอีกหลาย ชนํดที่สามารถหาได้จากตามถ้ำและตามลำธารในป่าลึกโดยของเหล่านี้ ล้วนเป็นของกายสิทธิ์ตามธรรมชาติทั้งสิ้น เมื่อนำมาใช้เป็นส่วนผสม ของมวลสารในการสร้างเครื่องรางหรือพระเครื่องย่อมบังเกิดอานุภาพมากขึ้นเป็นพิเศษหลายเท่าตัว และมีพลังงานที่ล้ำลึกกว่าพระเครื่องหรือ เครื่องรางโดยทั่วไปที่ไม่ได้มีส่วนผสมของธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหล

ตัวอย่างของพระเครื่องที่มีเหล็กไหลเป็นมวลสารผสมอยู่นั้น มีให้เห็นอยู่อย่างมากมาย ตั้งแต่พระเครื่องที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 1,200 ปีอย่างพระรอดลำพูน ซึ่งสามารถลังเกตได้จากองค์พระที่แตกหัก ออกมาว่าในเนื้อขององค์พระนั้นมีแร่บางอย่างที่มีลักษณะสีดำ อมแดงฝังอยู่ในเนื้อ และจากการศึกษาค้นคว้าของท่านอาจารย์ อรรคเดชซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านพระสกุลลำพูนพบว่าแร่ที่นำมา ฝังในพระรอดลำพูนนั้นเราเรียกว่า"แร่ดอกมะขาม"หรือ"แร่เม็ดมะขาม"ซึ่งคนทางเหนือถือว่าเป็นเหล็กไหลชนิดหนึ่งที่สามารถพบได้ที่ดอยหินเหล็กไหลไฟ จังหวัดลำพูน แร่ชนิดนื้ถือว่ามีพลานุภาพทางด้านอยู่ยงคงกระพันเป็นหลัก

อ่านต่อ เหล็กไหลกับวัตถุมงคลของไทย ตอนที่2